Live your life as like you mean it..
saw this quote from a beer garden, in front of Central World
Live your life as like you mean it..
saw this quote from a beer garden, in front of Central World
นานๆ ทีมีอารมณ์จะบล็อกซักที เลยอยากเขียนเรื่องที่ต้องไปหาหมอเร็วๆ นี้หน่อย
ปกติช่วงนี้จะใส่คอนแทกเลนส์เป็นหลัก เพราะก่อนหน้านี้ใส่แว่นบ้างคอนแทกบ้างสลับๆ กัน แต่หลังๆ ใส่แว่นแล้วมีปัญหาตลอด
เช่น มีคนเดินมาชนแล้วแว่นมันเกือบจะหลุด อีกทีนั่งอยู่ในรถเมล์แล้วโดนศอกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ นั่นก็แว่นเกือบหลุด
แต่ที่ตัดสินใจว่ากลับมาใส่คอนแทกแน่ๆ คือ กำลังจะลงรถเมล์แล้วรถเมล์เบรกหัวทิ่ม แว่นตกไปกับพื้น แล้วมันมองอะไรไม่เห็นอีกเลย
ละตอนนั้นก็มีคนยืนออกันเยอะมาก กลัวคนเหยียบแว่นแตก! ร้องเสียงหลงเลย ดีที่มีคนนั่งอยู่เอื้อมลงไปหยิบแว่นให้
นั่นแหละ..เลยไม่ค่อยกล้าใส่แว่นออกนอกบ้าน
ละที่ต้องไปหาหมอเพราะว่าอยู่ๆ เปลือกตาขวาก็บวมตุ่ย แล้วก็มีรอยแดงๆ
ดูไปดูมาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ใจนึงก็กลัวว่าจะเป็นอะไรมาก หรือเป็นตากุ้งยิง หรืออาจจะเป็นแค่สิวที่เปลือกตา
ให้แม่ดูๆ แม่ก็บอกอะไรไม่ได้มาก เลยคุยๆ กับแม่ว่าคงไม่เป็นอะไรหรอกมั๊ง
เลยกะว่าจะแค่แวะไปซื้อคอนแทก กับน้ำยาล้างคอนแทกที่ร้านหมอที่ไปวัดสายตาบ่อยๆ
ถึงร้านแล้วแม่ก็บอกว่าให้หมอดูซะหน่อยดีกว่า ก็เลยให้หมอดู จะได้สบายใจ
หมอดูแล้วก็แตะๆ ไปที่เปลือกตาจุดต่างๆ แล้วก็เปิดเปลือกตาด้านในออกมาดู
หมอบอกว่ามันอักเสบนิดหน่อย แล้วก็ถามว่าไปทำอะไรมา นู่นนี่นั่น
จริงๆ ก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าหมอถามอะไรไปบ้าง แต่หมอเอาน้ำตาเทียมหยดให้แล้วก็ตรวจกระจกตา
ปรากฎว่าตรงตาดำด้านขวา (ข้างที่ตาบวมนี่แหละ) มันรอยแผลบางๆ เพราะว่าใส่คอนแทกนานเกินไป
หมอบอกว่าคนที่ใส่คอนแทกนานๆ ตามันจะแห้งกว่าคนปกติ แล้วคอนแทกมันก็ไปขูดๆ บริเวณตาง่ายๆ
ถ้าจะใส่ต่อก็ต้องคอยหยอดน้ำตาเทียมบ่อยๆ
(แต่ที่ผ่านมาฉันรู้สึกว่ายิ่งหยอดน้ำตาเทียม มันจะยิ่งรู้สึกเหมือนตาแห้งกว่าเดิม เลยไม่ค่อยหยอด :p)
หลังจากนั้นหมอก็ถามพวกเวลาที่ใส่คอนแทกใส่ยังไง แต่ละวันใส่นานไหม
แล้วก็โดนอบรมเรื่องการใส่คอนเทกเลยทีนี้
เสร็จแล้วก็วัดสายตาพ่วงไปด้วยเลย
จำได้ว่าวัดสายตาครั้งล่าสุดคือช่วงปีใหม่ ผ่านไปครึ่งปีสายตามันสั้นขึ้นไป 2 ระดับ ทั้ง 2 ข้าง
แต่หมอบอกว่าตาฉันมันเหมือนจะเพ่งอยู่ตลอดเวลา คือจริงๆ หมอก็ทักอย่างงี้ตั้งกะไปวัดคราวที่แล้วด้วย
แต่ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ เพราะรู้ตัวว่าใช้แลปทอปเกือบจะตลอดเวลา นอนเล่นเน็ตในมือถือ แล้วก็ชอบนอนอ่านนิยายตอนกลางคืน
เวลาไปไหนมาไหน ถ้าไม่เล่นเน็ตผ่านมือถือ ก็อ่าน kindle หรือหนังสือนี่แหละ อยู่บนรถนานๆ มันน่าเบื่อ
เลยคิดเอาว่ามันเป็นกิจกรรมที่จำเป็นจะต้องเพ่งสายตาอยู่ตลอดเวลา มันเลยติดเป็นนิสัยไป
น่าจะเป็นโรคตาขยันเกินเหตุ ตรงข้ามกับพี่จิที่เป็นตาขี้เกียจ ฮ่าๆๆ
สุดท้ายก็ได้ยาแก้อักเสบ น้ำตาเทียม แล้วก็ยาหยอดตาอีกอัน
ยากินนี่ก็กินตามสูตรยาแก้อักเสบปกติ กินก่อนอาหาร และต้องกินให้ครบโดส
น้ำตาเทียมหมอให้หยอดทุกสองชั่วโมง แต่ก็ไม่ค่อยได้หยอดเท่าไหร่ เอาไปหยอดตาซ้ายแทน : p
ส่วนยาหยอดตาที่ได้มา เพิ่งมานึกได้ว่าจริงๆ ควรจะถามหมอว่ามันคือยาอะไร แล้วมันจะช่วยอะไร
แต่ไม่ได้ถาม ก็ช่างมัน.. หมอให้หยอดวันละสี่ครั้ง ไม่ได้บอกว่าหยอดตอนไหนบ้าง
เลยหยอดพร้อมๆ กับกินยามันไปเลย
จริงๆ หมอบอกว่าถ้ายังไม่ดีขึ้นใน 3 วันก็ให้กลับไปหาใหม่ แต่ตอนนี้คิดว่าดีขึ้นแล้วก็เลยบอกแม่ว่าขี้เกียจไปหาหมอละ
ตอนต้องกลับมาหยอดยากินยานี่รู้เลยว่าตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก
พอมองไม่เห็น หรือใช้มันได้ไม่เหมือนเก่านี่มันทำให้หงุดหงิดง่ายนะ
แล้วก็รู้สึกอ่อนแอๆ ไงไม่รู้ มีแอบคิดว่าถ้าตาบอดคงแย่แน่ๆ
เลยกะว่าหลังจากนี้ไปจะพยายามใช้สายตาให้น้อยลง (แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ซักกี่มากน้อย..คงต้องลองดูกัน) : )
ตอนนี้เลยต้องกลับมาเป็นสาวแว่นไปพลางๆ ก่อน หายเข็ดเมื่อไหร่แล้วจะกลับมาใส่คอนแทกอีก ; p
ในเมืองใหญ่และสับสนวุ่นวายอย่างกรุงเทพมหานคร เมืองทีทุกคนให้คุณค่าพลังสมองมากกว่ากำลังกาย
เมืองที่ทุกคนพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนและมีคุณค่าผ่านทางการเป็นเจ้าของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
ยิ่งมีสิ่งเหล่านี้มาก ยิ่งมีตัวตน ยิ่งมีคุณค่า
แต่ฉันว่าลึกๆ ลงไป แต่ละคนก็ต้องการพยายามทำชีวิตของตัวเองให้มีความสุข
ฉันเชื่อว่าความสุขของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน
บางคนคิดว่าความสุขคือการมีเงินในบัญชีธนาคารเยอะๆ
บางคนคิดว่าความสุขคือการมีอาชีพที่มั่นคง มีหน้ามีตาในสังคม มีอำนาจบารมี
ส่วนบางคนคิดว่าความสุขคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะมีอยากจะเป็นจนประสบความสำเร็จ
จริงๆ แล้วความสุขคืออะไรกัน?
จนถึงวันนี้..ฉันก็ยังตอบไม่ได้ว่าความสุขคืออะไร
แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันค้นพบก็คือว่า
เวลาที่เราได้ตื่นเช้ามานั่งทบทวนตัวเอง ได้ออกกำลังกายในอากาศเย็นๆ และมีแสงแดดอ่อนๆ
เวลาที่ได้กินอาหารที่เรามั่นใจได้ว่า เราเบียดเบียนโลกไปน้อยกว่าอาหารที่เราเคยกินในแต่ละมื้อมาตั้งแต่เกิด
เวลาที่เราได้เรียนรู้ที่จะสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก หรือมีมันก็น้อยมาก
เวลาเหล่านี้มันผ่านไปเร็วมากๆ
มีคนเคยบอกไว้ว่าเมื่อเรามีความสุข เรามักจะรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปรวดเร็วเสมอ
วันที่ 14 กุมภาที่ผ่านมา..
วันที่เกือบทั้งโลกให้ความสำคัญกับความรัก และอีกส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับวันปีใหม่จีน
ยังมีคนกลุ่มเล็กๆ อีกกลุ่มนึง..ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอยู่กับดาวเคราะห์สีฟ้าเล็กๆ ดวงนี้
การใช้ชีวิตแบบรัก(ษ์)โลกอย่างที่ฉันและกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มนั้นไปเรียนรู้มา มันไม่ได้มีอะไรมาก และไม่ได้มีอะไรยาก
เราเพียงแค่
เรียนรู้ว่าผักสดๆ ที่ไม่ใช้สารอนินทรีย์เร่งให้มันเติบโตเร็วๆ นั้นมันอร่อยกว่าผักที่เรากินในประจำวันยังไง
เราเรียนรู้ที่จะลองหาผัก หญ้า ดอกไม้ ต้นไม้ใกล้ๆ ตัวมาประยุกต์ทำเป็นอาหารอร่อยๆ หรือเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคได้อย่างง่ายดาย และราคาก็ไม่แพง
เราเรียนรู้วิธีที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องมีเงินเป็นหลักล้าน และแถมยังได้บ้านที่เป็น home ไม่ใช่แค่ house
เราไปเรียนรู้ว่าความหลากหลายของพันธุ์พืชคือความสมบูรณ์และสมดุล
สำหรับฉันแล้ว
ฉันได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วเราสามารถอยู่ได้โดยที่ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยมาก
ฉันได้เรียนรู้ว่าการรักและเคารพโลก มันไม่ได้ยากและไม่จำเป็นต้องทำให้ยาก และมีวิธีการอีกหลากหลายมากมายที่จะรักโลก ไม่จำเป็นจะต้องไปปลูกป่ากันอย่างเดียว
ฉันได้เรียนรู้ว่าชีวิตเรานั้นมีทางเลือก เราสามารถสร้างทางเลือกให้กับตัวเองได้ และเราก็มีสิทธิที่จะเลือกมัน
ที่สำคัญที่สุดฉันได้เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างรัก(ษ์) และเคารพต่อสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
____
บันทึกนึกประมวลในแคมเปญ April truth’s day
ริเริ่มโดยพี่ก้อง บางยี่ขัน : )
บันทึกข้างบนนี้เป็นผลผลิตจากการไปทริป”น้ำผักต้มก็ว่าหวาน” กับพี่โจน จันใด ที่พันพรรณ เชียงใหม่ในช่วงวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2553
มีผู้ร่วมเรียนรู้วิธีรักโลกทั้งหมด 42 ชีวิต และแต่ละคนก็มีการบ้านมาบอกเล่าความจริงในวันที่คนทั้งโลกเล่นโกหก
ฉันว่าบทความของฉันมันคงไม่ทำให้ใครที่อ่านแล้วจะหันมารักโลก รักธรรมชาติอย่างที่ฉันรู้สึกรัก
แต่ฉันเชื่อว่าอย่างน้อยฉันก็ได้แง้มๆ ประตูอีกบานนึงที่มีแต่สิ่งน่าสนใจ และน่าค้นหาไปให้
หวังว่าผู้คนที่ได้อ่านจะลองเปิดประตู และเข้ามาเดินเล่นและทำความรู้จักโลกที่เรียกกันว่า “สิ่งแวดล้อม” กันมากขึ้น
แล้วคุณก็จะพบและเข้าใจว่าที่ฉันพูดถึงเรื่องความสุข ทางเลือก และรักโลกนั้นมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร
บันทึกครั้งนี้ไม่ได้จดรายละเอียดของการวิธีการ สูตร ขั้นตอนวิธีการต่างๆ เอาไว้ เพราะฉันมัวแต่ชื่นชมบรรยากาศรอบตัวที่พันพรรณเลย ต้องขอโทษด้วยค่ะ
การทดลองที่ว่านี้เป็นการทดลองไม่ใช้โทรศัพท์มือถือนั่นเอง
มันเริ่มจากความรู้สึกที่ว่า มีโทรศัพท์แล้วชีวิตมันวุ่นวายเหลือเกิน..ในแง่นึงมันเป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก แต่อีกทีเราก็รู้สึกว่ามันน่ารำคาญ
หลังจากที่ทดลองเลิกใช้โทรศัพท์มาหนึ่งวันแล้วพบว่า
1. ทักษะในการจำหมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญๆ ของเราลดลง อย่างเช่น เมื่อวานมีคนโทรมาที่โต๊ะเพื่อจะขอเบอร์โทรศัพท์มือถือของหัวหน้า แต่เราจำไม่ได้ ก็เลยต้องวุ่นวายถามคนนู้นคนนีี้ เราเลยมานั่งทบทวนว่าเราจำเบอร์โทรศัพท์ได้ซักกี่เบอร์กัน นับไปนับมามันเหลืออยู่ไม่ถึงสิบเบอร์เอง
2. ความสามารถในการนัดหมายกับเพื่อนลดลง..เมื่อวานทดลองนัดเพื่อนกินข้าวเย็นกันโดยใช้วิธีการส่งอีเมลเชิญชวน ผลที่ได้คือว่ามีตอบรับเพียงแค่สองในสี่ และทั้งสองคนมาไม่ได้ (คนนึงติดงานศพ อีกคนมาไม่ทันเวลานัดชัวร์ๆ) ส่วนอีกสองคนถึงกับไม่ได้เช็คอีเมลเลย
3. เรามักจะนึกถึงโทรศัพท์ค่อนข้างบ่อย เพราะเราใช้มือถือทวีตตลอดเวลา แต่พอไม่มีมือถือมันก็เหมือนกับว่าไม่ได้ทวีตเลย พอนึกว่าอยากจะทวีตเรื่องนี้ๆ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะว่าไม่มีมือถือ
4. ตอนกลางคืน มีแอบเปิดโทรศัพท์นิดหน่อย
ผ่านวันแรกไปแบบค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร
ยังเหลืออีก 6 วัน โอ๊ทส์!
ปล. ไม่มีสมาธิ..บันทึกไม่ค่อยรู้เรื่องแฮะ
ปปล. ถ้าทำได้ครบ 7 วันเดี๋ยวจะเก็บไว้เอาไปพูดที่ #readcamp คราวต่อไป : )
ตอนแรกกะว่าจะไม่ทำแล้ว เพราะไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นจุดที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ แต่พี่บอลกับแก๊ปแท็กมาให้ทำ.. ก็เลย เอาซะหน่อย
ลองตั้งเป้าหมายว่าในปีนี้ เราอยากจะทำอะไรกัน แล้วสิ้นปีมาดูอีกทีว่าได้ตรงตามที่เราหวังไว้หรือยังนะครับ
1. ตั้งใจทำงาน
โปรเจคที่ทำอยู่..เหลือเวลาไม่มากนัก จริงๆ แล้วงานก้อนใหญ่ๆ ก็ผ่านไปเกือบหมดแล้ว เหลืองานปลีกย่อยอีกกองที่จะต้องทำให้เสร็จ แล้วก็ลาออก เพราะสามารถตอบได้แล้วว่าการทำงานเป็นยังไง
2. สอบปริญญาโท
คิดว่าตัวเองจะสอบไม่ติดประมาณ 70% แต่ยังไงก็คงต้องลองดู..ไม่ลองก็ไม่รู้ ใช่ไหม?
3. สมัครโครงการเรือเยาวชน
หวังมาก ฝันมาก ตั้งใจมาก อยากไปมาก แล้วก็คิดว่าตัวเองพอจะมีคุณสมบัติตามที่เค้าประกาศไว้
4. ไปอยู่สวนโมกข์สักพัก
ยิ่งโตขึ้น ความเข้าใจต่อโลกและผู้คนก็ยิ่งน้อยลง อยากเข้าใจอะไรมากกว่านี้
การไปอยู่สวนโมกข์ อาจจะไม่ได้ให้คำตอบอะไร แต่อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ตั้งหลักกับปัญหาที่กำลังก่อตัวอยู่ได้บ้าง
5. backpack ไปสิงคโปร์
ถ้าไม่มีคนไปด้วยยังไงก็จะไปคนเดียวให้ได้ แต่ตอนนี้ขิงกับนุชเฟิร์มมาแล้ว เพราะฉะนั้นหายห่วงเรื่องว่าจะต้องไปคนเดียว และจะพยายามใช้เงินกับทริปนี้ไม่เกิน 10,000 บาท
6. อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น
ปีที่ผ่านมาซื้อหนังสือเยอะก็จริง แต่อ่านไม่ค่อยทันเท่าไหร่
จะพยายามอ่านหนังสือที่ซื้อมาแล้วให้หมดภายในปีนี้ (หรืออย่างเก่งก็ก่อนงานหนังสือปลายปี)
7. หัดใช้กล้อง F3 ให้เป็น
ตอนหัดถ่ายรูป ก็หัดกับกล้องฟิล์มของ canon พอมาใช้ nikon แล้วมันไม่ชินเท่าไหร่ยิ่งเป็นกล้องฟิล์มที่ไม่มีตัวช่วยอย่าง F3 อีก ต้องฝึกถ่ายรูปให้ออกมาสวยๆ ให้ได้
8. อยู่กับคนที่รักให้มากขึ้น
ถ้ากลับไปอยู่บ้านได้ก็อยากกลับ
อยู่กรุงเทพคนเดียวนานๆ มันเหงาและกดดันมากเกินไป
9. มีวินัยกับการใช้จ่ายมากขึ้น
จะพยายามวางแผนว่าในแต่ละเดือน ต้องจ่าย fix cost อะไรบ้าง ส่วนพวก vary cost ก็จะจำกัดจำนวน อย่างเช่น ค่าโทรศัพท์ไม่ควรจะเกิน 1,000 บาทต่อเดือน ค่ากินข้าวและขนมแพงๆ ไม่ควรเกิน 3,000 บาทต่อเดือน ค่ารูดการ์ดก็ไม่ควรเกิน 5,000 บาทต่อเดือน (ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความจำเป็น)
10. หาให้เจอว่าชีวิตเราต้องการอะไร
เพื่อให้ตัวเองมีความสุข แล้วก็เป็นเป้าหมายของชีวิตในระยะยาว
อย่างเช่น อาชีพที่จะทำไปจนแก่ หรือว่าจะวางแผนการใช้ชีวิตยังไง เป็นต้น
ดูเหมือนว่าจะเป็นสิบข้อที่มีความหมายต่อชีวิตที่เหลือมาก…
ไปงานสัปดาห์ลดราคาหนังสือแห่งชาติมา..
คราวนี้ได้มา 25 เล่ม..บ้าไปแล้ววว
และตามประเพณี ก็ต้องมารายงานว่าซื้ออะไรมาบ้าง
อาจารย์ในร้านคุกกี้ – นิ้วกลม
กลายเป็นนักเขียนที่ไม่ต้องเปิดอ่านก็หยิบหนังสือมาจ่ายสตางค์ได้เลย ชื่อนี้รับประกัน!
แล้วก็ลองๆ อ่านไปนิดหน่อยแล้ว น่ารัก อบอุ่นสดใสสไตล์พี่นิ้วกลม
วาดเล่น แบบฝึกหัดวาดเขียนหลักสูตรยุกยิก – ป่าน นิตตา
เห็นลายเส้นแล้วหัวใจจะกุ๊กกิ๊กตามไปด้วย เลยซื้อมา ฮ่าๆๆ
ไม่หรอก! จริงๆ แล้วอยากลองหัดวาดรูปด้วยแหละ เห็นมีส่วนที่เป็นแบบฝึกหัดแล้วคิดว่าน่าจะเวิร์ค
ดาวหางเหนือทางรถไฟ – ทรงกลด บางยี่ขัน
เพราะเล่มนี้เล่มเดียว..เลยต้องไปงานหนังสือตั้งแต่วันแรก
ค่าที่กลัวหนังสือหมดก่อนจะได้ซื้อ ฮ่าๆๆ
แล้วก็สมกับการรอคอยเป็นปีจริงๆ นะ อ่านจบแล้วอยากแบกเป้ไปขึ้นรถไฟซะเดี๋ยวนั้นเลย
โลกเย็นๆ – กิจการ ช่วยชูวงศ์
เล่มนี้ได้แถมมาเพราะไปซื้อหนังสือที่บูธอมรินทร์ครบพันห้า
เลือกเล่มนี้เพราะเห็นคร่าวๆ ว่าหน้าตาค่อนข้างดี ฮ่าๆๆ
8 1/2 ริกเตอร์ – อนุสรณ์ ติปยานนท์
อันนี้ก็ได้มาฟรีจากบูธอมรินทร์เหมือนกัน
เลือกเล่มนี้เพราะว่าเคยอ่าน ลอนดอนฯ แล้วก็รู้สึกว่าสนุกดี
อ่านจบแล้วก็สงสัยว่า ทำไมเค้าต้องเขียนให้มันดาร์กๆ เท่ๆ ด้วยนะ
กรรมสุตรา – ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
หนังสือพี่โญ เห็นปั๊บต้องซื้อปุ๊บ
ไม่จำเป็นต้องเปิดดูข้างในว่าเรื่องอะไร เพราะพี่โญเขียนมันรวมกันไปหมดแหละ
อย่างพูดเรื่องโลกร้อนก็โยงไปเรื่องศาสนาได้เฉยเลย แล้วแถมภาษายังละเมียดละไมดีอีกต่างหาก
(จริงๆ หนังสือสำนักพิมพ์นี้ไม่ต้องชั่งใจก่อนซื้อหรอกนะ..ของเค้าดีจริงทุกเล่ม)
BRIDGE สะพานข้ามเวลาของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ และเพื่อนหนุ่ม
เล่มนี้เค้าบอกว่าเป็นหนังสือที่ระลึกให้ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์
เปิดผ่านๆ รูปถ่ายที่อยู่ข้างในนี่สวยทุกรูป เข้าใจว่าคุณรงค์เป็นคนถ่ายเอง
Openbook reviews, winter 2009 – summer 2010 issue
ซื้อเล่มแรกเมื่อปีที่แล้ว..ปีนี้เล่มสองออกมา จะไม่อุดหนุนได้ยังไงหล่ะ
อดีตของปัจจุบัน รวมมปาฐกถาพิเศษเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เข้าใจว่าหนังสือเล่มนี้ทำเนื่องในโอกาส 100 ปี อาจารย์ดิเรก ชัยนาม อดีดคณะบดีคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
เห็นว่าลดราคาอยู่ในบูธโอเพ่น..ห้าสิบบาทเอง เลยซื้อมา ฮ่าๆๆ
มิสซิสบลูมอยากรู้จักคนส่งนม – เพเตอร์ ปิคเซล, ชลิต ดุรงค์พันธุ์ แปล
คนเขียนเล่มนี้คือคนเขียนเดียวกับ “โต๊ะก็คือโต๊ะ”
เห็นเหลืออยู่ในบูธอมรินทร์ไม่กี่เล่ม ก็เลยซื้อมา
ตอนอ่านโต๊ะก็คือโต๊ะแล้วรู้สึกว่านักเขียนคนนี้เค้ามีของดี
ปัญญาชนก้นครัว – ว.วินิจฉัยกุล
พักนี้เริ่มหันมาอ่านนิยายแบบเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น..ทำไมก็ไม่รู้
แต่ก่อนนี่รู้สึกว่าอ่านนิยายแล้วจะเชยๆ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามันคลายเครียดดีเหมือนกัน ฮ่าๆๆ
เล่มนี้อ่านแล้วรู้สึกว่ามันเหมาะจะเอาไปทำเป็นละครเวทีมาก
เพราะตัวละครแต่ละตัวมันประสาทไปหมด ล้นๆ เว่อร์ๆ ดี
ตามรักคืนใจ – กิ่งฉัตร
อ่านจบแล้วไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ฮ่าๆๆ
คือเราไม่ค่อยชอบนิยายเหนือๆ แบบมาเฟียทางเหนือหน่ะ เพราะมันมีพลอตไม่เยอะ
เดาได้ตั้งแต่กลางเรื่องเลยทีเดียว
ฟ้ากระจ่างดาว – กิ่งฉัตร
อันนี้สนุกดี ตื่นเต้น เดี๋ยวต้องไปหาอีกสองเล่มของซีรีย์สนี้มาอ่านให้ครบ ฮ่าๆๆ
สะพานอธิษฐาน – กิ่งฉัตร
เล่มนี้พลาด..จริงๆ เคยอ่านมาก่อนแล้ว
แต่ว่าตอนจ่ายสตางค์ พี่คนขายยุบอกว่าซื้ออีกเล่มจะได้ครบๆ พันห้า
เลยเลือกมั่วๆ มา นึกว่ายังไม่ได้อ่าน แต่ไม่เป็นไรถือว่าซื้อเอาไว้สะสม
ไทยจัง – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ และ ชาคร ไชยปรีชา
เห็นคุณยุ้ย สฤณี เขียนไว้ในบล็อกว่าเกี่ยวกับพฤติกรรมคนไทยที่ไท๊ย ไทย แล้วก็สนุกดี ก็เลยไปซื้อมาอ่านบ้าง
อ่านไปได้หน่อยนึงแล้ว..สนุกดีจริงๆ นั่นแหละ ขนาดคนเขียนก็ยังไทยจังเลยย
วัยเยาว์อันสิ้นสูญ – วิลเลียม โกล์ดดิ้ง, ต้องตา สุธรรมรังษี แปล
เล่มนี้ซื้อมาเพราะปกสวยอย่างเดียวเลย ฮ่าๆๆๆ
แต่คิดว่าน่าจะสนุกเหมือนกันนะ เดี๋ยวอ่านจบแล้วจะมาบอกอีกที
ย่องเบาเข้าญี่ปุ่น – โตมร ศุขปรีชา
เคยไปยืนอ่านเล่มนี้อยู่ที่คิโนะครั้งสองครั้ง..สนุกดี แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวค่อยซื้อ
พอจะกลับไปซื้อจริงๆ ปรากฏว่ามันหายากมาก
คราวนี้ไปเจอก็เลยต้องรีบซื้อมาเลย
ชื่อโตมร รับประกันความสนุก!
นักคิดของนักคิด – โตมร ศุขปรีชา และ สุพัตรา สุขสวัสดิ์ บรรณาธิการ
เล่มนี้ซื้อก็เพราะคุณยุ้ย สฤณี เขียนแนะนำอีกเช่นกัน (ใจง่ายจริงๆ
)
แต่อย่างคุณยุ้ยเป็นคนแนะนำนี่ เชื่อว่าหนังสือเค้าดีจริง
Perselolis เล่ม 1- 2 – Marjane Satrapi, ณัฐพัดชา แปล
ตั้งใจจะซื้อมานานมากแล้ว..เพิ่งได้ฤกษ์ครั้งนี้แหละ
Broderies เย็บ ถาก ปาก ร้าย – Marjane Satrapi, ณัฐพัดชา แปล
อันนี้ซื้อมาเพราะว่าจะได้มีให้ครบ..ประสาทจริงๆ ฮ่าๆๆ
a really short history of nearly everything – Bill Bryson
เคยมีเล่มนี้แบบหนาๆ ที่โตมรกับใครอีกคนแปลก็ไม่รู้
เป็นหนังสือ pop-sci ที่สนุกมาก ขนาดไม่ได้เรียนสายวิทย์มายังรู้สึกสนุกไปกับการอ่านหนังสือเล่มนี้เลย แล้วไอ้อันนี้เค้าทำเป็นคล้ายๆ encyclopedia อ่านง่ายกว่าเดิมก็เลยซื้อมาอีก ฮ่าๆๆ
happening ฉบับที่ 25 มีนาคม 2009
หน้าปกแสตมป์กับนิหน่า ญารินดา
จำได้ว่าตอนนั้นหนังเรื่องความจำสั้นฯ กับ a moment in June กำลังเข้าพอดี
ตอนนั้นซื้อไม่ทันก็เลยต้องมาตามเก็บฉะนี้แล
a day ฉบับที่ 107 smallroom issue
อันนี้ก็ซื้อไม่ทันอีกเหมือนกัน ตอนนั้นชะล่าใจไปหน่อย
หมดแล้ววววว..
แต่จริงๆ วันนี้ก็ไปชอปปิ้งที่คิโนะมาอีก 8 เล่มเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆ
ประสาทจริงเชียว
ที่ไป..เพราะตั้งใจจะไปเอาของฝากจากสวีเดน (งกไง ฮาา)
สรุปว่าของที่ได้นี่คุ้มค่ากับค่ารถไฟใต้ดินนะ..
เป็นตุ๊กตาฮิปโปสีชมพูแป๋นแหล๋นตัวเล็กๆ น่ารักทีเดียว
…
แล้วก็ไปเสียจริตซื้อหนังสือกลับมาอีกสี่เล่ม (ภายใน 20 นาที)
มีหนังสือของโตมร ที่พิมพ์กับมติชน
1984 ของ จอร์จ ออร์เวล
Utopia ของ…
แล้วอีกเล่มคืออะไรไม่รู้ จำไม่ได้
(บอกแล้วไงว่าเห็นหนังสือแล้วเสียจริต..หยิบไม่เลือก)
ที่ไปเจอกันที่งานหนังสือเด็ก
เพราะว่าพี่เอ็กซ์จะไปซื้อหนังสือคู่มือเลี้ยงดูเด็ก จะเอาไปบริจาคห้องสมุดที่สวีเดน
เดินเข้าไปดูหนังสือที่บูธรักลูก มีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องลูกๆ ตั้งสี่ห้าเล่ม
มองหน้ากันแล้วก็รู้สึกว่าเล่มไหนๆ มันก็เหมือนกันไปหมด เลยต้องไปถามพี่ที่เฝ้าบูธ
ต: พี่คะ..แต่ละเล่มมันต่างกันยังไงเหรอคะ
พนง: เล่มแรกนะคะ..เล่มนี้ค่ะ เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก อีกเล่มเป็น… บลา บลา บลา
ต: ออ..เล่มละเท่าไหร่บ้างคะ..แล้วจำเป็นต้องซื้อทุกเล่มเลยรึเปล่า
พนง: เล่มนี้ xxx บาทค่ะ ส่วนเล่มนี้ xxxบาท จริงๆ ควรจะซื้อทุกเล่มนะคะ บลา บลา บลา
พี่เอ็กซ์พลิกหนังสือไปมา พิจารณาตามที่คนขายแนะนำ
พนง: (ยังคงแนะนำต่อไป..) บลา บลา บลา.. นี่กำลังจะเตรียมตัวเป็นคุณแม่เหรอคะ ท้องแรกรึเปล่าคะเนี่ย?
ต: เอ่อ….
พี่เอ็กซ์หัวเราะก๊ากไปแล้วว
อายม้วนถามต่อไม่ถูกเลยหล่ะ
น่าแปลกดีเหมือนกัน
เมื่อฉันเดินทางไปถึงขั้นบันใดใหม่ๆของชีวิต
คนที่คุ้นเคยก็จะหายหน้าไป แล้วจะไม่ได้วนเวียนกลับมาเจอกันอีกเลย
จริงๆ มันเหมือนฉันเดินทางเปลี่ยนเกาะไปเรื่อยๆ มากกว่า
…
คิดถึงเพื่อนที่มานิตา
คิดถึงเพื่อนที่สตรี
คิดถึงเพื่อนที่เตรียม
คิดถึงเพื่อนที่สังเคราะห์
…
หวังว่าฉันจะไม่ทำคนที่อยู่รอบๆ ตัวฉันตอนนี้หายไปอีก..
เอ็นทรี่นี้เขียนให้
เพื่อนๆ 947(กุล ฝน ดิว กี้ บริง แก้ม ตาล หวาน อ้อม โบว์ แพร ปู แอ๋ม), 936, 74เลยกำลังคิดว่า
มันไม่เห็นจะแฟร์เลยที่เราเลือกพ่อเลือกแม่ก่อนเกิดไม่ได้
แต่คนที่เป็นพ่อแม่สามารถเลือกออพชั่นลูกก่อนที่จะเกิดได้..
ทำไมคนเราถึงอยากจะมีลูกกันนัก?
โอเค..ในมุมมองวิวัฒนาการ มนุษย์ต้องมีลูกเพื่อสืบเผ่าพันธุ์
แต่ถ้ามองในมุมที่ว่าคนเรามีลูกเพื่อที่จะมีคนมาคอยดูแลตอนแก่
มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ?
ในเมื่อเค้าไม่ได้ถาม และไม่มีโอกาสได้ถามว่าเราอยากจะมาเกิดไหม
เค้าแค่ทำให้เกิดมา
แล้วถ้าจะบอกว่าเค้าอุตส่าห์เลี้ยงดูจนคิดแบบนี้ได้ เราก็ควรจะต้องมีกตัญญูรู้คุณคนเลี้ยง
แต่นึกออกไหม..ไม่ถามนี่ ว่าอยากมาไหม อยู่ๆ ก็บังคับให้มาเนี่ย
…
เออ..ยังรู้สึกสับสน มีคำถามอยู่ในหัวอีกเยอะ
ต๊ะไว้ก่อนละกันเรื่องนี้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น..
ไม่ได้หมายความว่าอยากจะหาเหาใส่กบาล
แต่แค่อยากมองในด้านความเป็นมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้นแหละ
ปล. ชักจะเกรียนขึ้นเรื่อยๆ นะพักนี้
เธอเคยบอกว่าเธอไม่มีแม้ใครซักคนหนึ่ง
คงลืมว่าอย่างน้อยยังมีฉันไง
วันใดที่เธอมีเพื่อนรุมล้อมเธอหรือยังมีใคร
เธอก็จะไม่เห็นฉันเลยคนดี
แม้วันใดที่ใจเธอพ่าย จะมาแพ้ไปกับเธอ
แต่ถ้ามีวันใดน้ำตาเธอเอ่อ จะร้องไห้เป็นเพื่อนกัน
หาเธอสมหวังในวันหนึ่ง
ให้รู้ว่าฉันยังแอบเห็นและชื่นชม
หากเธอท้อแท้ ฉันยังอยู่
หากแม้ไม่เห็นฉัน จงโปรดรู้ไว้ว่าเธอ
ใช่อยู่คนเดียว
อ่านเนื้อเพลงแล้วรู้สึกดีขึ้นเหมือนกันนะ
ไม่มีใครให้กำลังใจ..
ให้กำลังใจตัวเองก็ได้นี่